“ นี่ลักษณ์ เมื่อไหร่พวกเราถึงจะได้กินข้าวล่ะ ทำไมวันนี้คนมากินข้าวร้านนี้เยอะจัง นี่มันจะบ่ายโมงเข้าไปแล้วนะ ถ้าขึ้นไปช้ามีหวังวันนี้งานไม่เสร็จแน่ ”
พิมดาวหันไปถามความเห็นของเพื่อนหลังจากมองดูนาฬิกาแล้วเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาเริ่มเข้าทำงาน ทศลักษณ์ลุกขึ้นเดินไปดูยังที่เสียบแผ่นกระดาษจดรายการอาหารเห็นว่าถึงใบจดรายการอาหารของโต๊ะตนเองแล้ว จึงเดินยิ้มมาที่โต๊ะ แล้วบอกว่า
“ ใกล้ถึงโต๊ะของเราแล้ว เดี๋ยวพวกเราก็ได้กิน อยากจะกินของอร่อยก็ต้องใจเย็นๆ สิ ดูโต๊ะอื่นเค้ายังรอกันได้เลย ”
ทศลักษณ์เห็นหน้าตาบูดบึ้งของเพื่อนที่มันไม่คลายตามรอยยิ้มของตัวเอง จึงรีบเอาใจด้วยการเอาแผ่นกระดาษข้างๆ ตัวมาพัดให้คลายร้อนลงไปได้บ้าง
ในระหว่างที่ป้าบุญแสวงซึ่งเป็นทั้งเจ้าของร้านและควบตำแหน่งทำอาหารตามสั่งทุกจานของร้านนี้กำลังขะมักเขม้นทำอาหารให้โต๊ะของทั้งคู่อยู่นั้น มีผู้ชายคนหนึ่งสวมแว่นตากันแดด ผมเป็นสีทองสะท้อนแสงแดดดูระยิบระยับเดินเข้ามาในร้าน ตรงเข้าไปทักทายป้าบุญแสวง ถ้ามองเผินๆ ทุกคนคงจะนึกว่าเขาคนนี้คงจะเป็นชาวต่างชาติจากผิวที่ขาวราวกับไม่เคยโดนแดด และรูปร่างสูงใหญ่ จากความสูงที่ดูด้วยตาเปล่าน่าจะเกินหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร
ป้าบุญแสวงเงยหน้าขึ้นมาเห็นจึงหยุดทำกับข้าว ตรงไปกอดลูบหน้าลูบหลังด้วยความดีใจ รีบหยิบเก้าอี้มาให้นั่งข้างๆ ตนเอง ป้าเริ่มบทสนทนาขึ้น
“ เป็นอย่างไรบ้างค่ะคุณเจษของป้าแสวง ไม่เจอกันซะนาน โตขึ้นเป็นหนุ่มแล้วนะค่ะ ป้าจำคุณเจษแทบจะไม่ได้เลย ”
เจษฎายิ้มกว้าง นั่งลงที่เก้าอี้ตัวที่ป้าหยิบมาให้นั่ง
“ ก็ผมไปเรียนมาเกือบสิบปี ว่าแต่ว่าป้าแสวงยังดูไม่แก่เลยนะครับ ดูเหมือนเมื่อสิบปีก่อนที่ผมจะไปเรียนเลยครับ ป้าเป็นอย่างไรบ้างครับ สบายดีไหม ผมคิดถึงป้ามากๆ ”
เจษฎาก้มลงหอมแก้มป้าแสวงพร้อมกับกอดเอาไว้แน่นราวกับเป็นเด็กๆ ป้าแสวงถึงกับยิ้มเป็นปลื้มในคำชมของเจษฎาและดีใจที่เขากลับมายังไม่ลืมเธอเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน พยักหน้าตอบเขาไป เขาหยิบถุงใบใหญ่ส่งไปให้ป้าบุญแสวง
“ นี่ครับของฝาก ไม่รู้ว่าจะถูกใจป้าหรือเปล่า ”
ป้าบุญแสวงแสงเปิดถุงออกดู เห็นเป็นลิปสติกหลายแท่งและครีมทาผิวอีกหลายกระปุกก็ยิ้มถูกใจกับของฝาก
“ ที่จริงไม่ต้องลำบากซื้อมาฝากก็ได้ แค่มาหาป้าๆ ก็ดีใจแล้วค่ะ ว่าแต่คุณพ่อกับคุณแม่คุณหนูเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหมค่ะ ”
เจษฎายิ้มหัวเราะด้วยความอารมณ์ดี
“ ก็สบายดีครับ ผมว่าผมควรจะถามป้ามากกว่า ป้าอยู่ตึกเดียวกัน น่าจะเจอคุณพ่อกับคุณแม่ผมมากกว่าผมเสียอีกนะครับ ”
จริงๆ แล้วป้าบุญแสวงเมื่อก่อนเคยทำงานอยู่ที่บ้านของเจษฎา เป็นพี่เลี้ยงคอยเลี้ยงเขามาตั้งแต่เขายังแบเบาะ แต่หลังจากที่เขาต้องไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ทำให้ป้าบุญแสวงไม่มีอะไรทำอีกหงอยเหงาลงไปเรื่อยๆ คุณพ่อของเขากลัวว่าป้าบุญแสวงจะเบื่อ เห็นว่าฝีมือในการทำอาหารของป้าแสงค่อนข้างดี จึงสนับสนุนให้เงินมาลงทุนขายของก้อนหนึ่งซึ่งอยู่ที่ใต้ตึกหลังนี้ ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่แห่งหนึ่ง
เจษฏาเอามือลูบท้องของตัวเองแล้วบอกกับป้าแสงว่า
“ ป้าครับ ผมหิวแล้ว มีอะไรมาให้ผมกินบ้าง ผมหิ้วท้องมารอกินฝีมือป้าโดยเฉพาะเลยนะครับ เอาง่ายๆ ก็ได้ ”
ทุกคนในร้านต่างมองเจษฎากันเป็นตาเดียวกัน เพราะตั้งแต่เขาเข้ามาในร้านป้าบุญแสวงก็หยุดทำอาหารทุกอย่างลงมานั่งคุยกับเขา ทำราวกับว่ามีเพียงสองคนเท่านั้นที่อยู่บริเวณนี้ ทำให้อาหารตามสั่งล่าช้าลงไปอีก
ทศลักษณ์เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดหันไปมองหน้าเพื่อนสาว ซึ่งดูก็รู้ว่าเธอโกรธมาก ถ้าเขาไม่ทำอะไรเลยสักอย่างพิมดาวคงจะต้องระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นแน่ จึงรีบพัดกระดาษให้แรงขึ้นพร้อมกับพูดเพื่อให้อารมณ์ของเธอเย็นลง
“ ใจเย็นๆ นะ เราว่าเดี๋ยวป้าเขาก็คงจะทำให้ เอาอย่างนี้สิ พิมลองนับ 1-100 นะ พอครบ 100 รับรองข้าวต้องมาพอดี ”
พิมดาวเม้มริมฝีปากไว้แน่นพยายามข่มอารมณ์โกรธให้เย็นลงอย่างยากเย็น หลับตาลงแล้วเริ่มนับ 1,2,3… ไปเรื่อยๆ
ป้าบุญแสวงซึ่งได้ยินว่าเจษฎาหิวข้าว ก็รีบกุลีกุจอทำอาหารจานโปรด นั่นก็คือ ข้าวผัดกระเพราหมูสับใส่ไข่ดาวอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานนักป้าบุญแสวงตักใส่จานมาวางลงตรงหน้าเจษฎา ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่พิมดาวลืมตาขึ้นมาพอดี หันไปชี้ให้ทศลักษณ์ดูสิ่งที่เกิดขึ้น ทำเหมือนกับเด็กกำลังฟ้องผู้ปกครองเมื่อเห็นคนทำสิ่งที่ผิด
“ ลักษณ์เราทนไม่ไหวแล้วนะ วันนี้เป็นไงเป็นกัน ข้าวไม่ต้องกินมันแล้ว ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน ทุกคนในร้านนั่งรอมาตั้งนานกว่าจะได้แต่ละโต๊ะ แล้วนายคนนี้เข้ามายังไม่ถึงห้านาทีได้กินแล้ว นายคนนี้ต้องขอให้ป้าเจ้าของร้านลัดคิวให้แน่เลยเพราะเรามากินกันหลายครั้งไม่เคยเห็นป้าทำให้ใครก่อน ถ้าวันนี้ไม่ไปถามให้รู้เรื่อง อย่ามาเรียกเราว่าพิมอีกต่อไป ”
พิมดาวลุกขึ้นยืนเดินตรงรี่เข้าไปที่เจษฎานั่งอยู่ โดยมีทศลักษณ์เดินตามไปติดๆ พยายามลากไม่ให้พิมดาวเดินเข้าไป เมื่อเธอเดินไปถึงได้ปัดช้อนที่เจษฎากำลังตักเข้าปากเป็นคำแรก
ทุกคนในร้านตกใจรวมไปถึงเจษฎาหันหน้าไปมองพิมดาวอย่างอึ้งๆ ผู้หญิงตรงหน้าเขาถ้าใครได้มองก็จะต้องบอกว่าน่ารักเหมือนตุ๊กตาอย่างแน่นอน ตากลมโตใสเป็นประกาย จมูกเล็กรับกันกับปากบางเฉียบ ผมที่ดัดหยิกเป็นลอนคลอเคลียอยู่รอบใบหน้าจนเหลือเล็กนิดเดียว ผิวขาวละเอียดอย่างคนสุขภาพดี แต่งตัวเปรี้ยวทันสมัย ยิ่งเขามองดูขนตาปลอมติดกันเป็นแผงที่เปลือกตา เธอคนนี้ยิ่งเหมือนกับตุ๊กตาตัวน้อยที่เขาอยากจะอุ้มกลับบ้านเสียนี้กระไร
ในช่วงที่เขายังนั่งอึ้งอยู่นั้น พิมดาวโวยวายให้คนในร้านได้ยินกันไปทั่วพร้อมกับชี้นิ้วเล็กๆ มาที่เขาทำให้ทุกคนหันมงอย่างมองอย่างสนใจ
“ นี่พวกเรามาดูคนนี้สิ มายังไม่ถึงสิบนาทีก็ได้กินข้าวแล้ว แต่พวกเราสิรอมาเกือบชั่วโมงยังไม่ได้กินเลย นายมียางอายบ้างไหม นี่นายคงจะรู้จักป้าเขาล่ะสิจึงบอกให้ป้าทำข้าวให้กินก่อน ”
เจษฎายิ่งอึ้งเข้าไปใหญ่กับวาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมาของผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่นึกว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ แค่นี้จะกล้ามาว่าเขาต่อหน้า ทุกคนในร้านรีบลุกขึ้นมาอย่างทันควันด้วยความเหลืออดที่ต้องนั่งรอกินข้าวมานาน รีบเดินเข้ามาสมทบ
“ ใช่ๆ พวกเรารอมาตั้งนาน ทำไมป้าถึงทำให้เค้าก่อนล่ะ ”
ทศลักษณ์เห็นท่าจะไม่ดี รีบกระตุกแขนให้พิมดาวมีสติ กระซิบใกล้ๆ หู
“ พิมไม่เอาน่า อย่าทำแบบนี้สิมันไม่ดีรู้ไหม ไม่อายคนอื่นเค้าหรือไง คนมารุมดูกันใหญ่แล้ว กลับกันเถอะ ”
พิมดาวถลึงตาใส่ทศลักษณ์แล้วจุ๊ปากให้เขาเงียบๆ ไว้ ป้าบุญแสวงถึงกับทำหน้าไม่ถูกที่ทุกคนลุกขึ้นมาประท้วง เจษฎารู้สึกเรื่องจะลุกลามใหญ่โต จึงรีบลุกขึ้นยืนถอดแว่นกันแดดออก โปรยยิ้มให้กับสาวๆรอบตัวรวมไปถึงพิมดาว จนเห็นฟันสีขาวเรียงกันเป็นแถว
ทุกคนถึงกับตะลึงในความหล่อเหลาชนิดที่ถ้าผู้หญิงคนไหนเป็นจะต้องเหลียวหลังกลับมามองเป็นแน่ โดยเฉพาะตาคมกับจมูกที่โด่งเป็นสัน ริมฝีปากที่ได้รูปเป็นกระจับ
เขายิ้มจนตาหยี สายตาที่เขาส่งมาทำให้ทุกคนแทบจะละลาย คงจะมีเพียงพิมดาวคนเดียวเท่านั้นที่ยังยืนหน้าหงิกอยู่ ทำเป็นไม่สนใจใคร แต่ก็ลอบมองพลางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ขนาดเธอใส่ร้องเท้าส้นสูงยังสูงเลยไหล่ของเขามานิดเดียวเอง แล้วเราจะไหวไหมเนี่ย แต่ในเวลานี้ชีวิตต้องได้รับความยุติธรรม เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงจับชายเสื้อของเจษฎาแล้วโพล่งออกมา
“ นายจะกินข้าวจานนี้ไม่ได้ นายดูคนในร้านนี้สิเค้ามารอกินกันตั้งนานยังไม่ได้ แล้วนายมากินก่อนไม่ละอายแก่ใจบ้างหรือไง ”
เจษฎาเห็นหน้าพิมดาวแดงก่ำด้วยความโกรธก็ดูน่ารักไปอีกแบบ จึงยียวนกวนประสาทกลับไปให้เธอโกรธมากกว่าเดิม
“ คุณเป็นใครกัน แล้วมีสิทธิ์อะไรมาห้ามไม่ให้ผมกินข้าวจานนี้ ถ้าผมกินคุณจะทำอะไรผมได้ ยัยตัวกะเปี๊ยก ”
เจษฎาพูดพร้อมกับลอยหน้าลอยตาไปมาเข้ามาใกล้หน้าพิมดาว เธอยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่ ทศลักษณ์ดึงมือให้พิมดาวไปอยู่ข้างหลังเขา
“ ขอโทษนะครับ เพื่อนผมคงจะโมโหหิวมากไปหน่อย ยังไงคุณกินต่อไปเถอะครับ พิมเราไปกันเถอะนะ อย่ามีเรื่องกันเลย ”
พิมดาวพยายามแกะมือของทศลักษณ์ออกอย่างยากลำบาก เจษฎามองดูทศลักษณ์ก็คิดว่าทั้งคู่เป็นแฟนกันจากท่าทางที่ดูสนิทสนม นึกเสียดายอยู่ในใจที่เธอมีเจ้าของแล้ว เมื่อพิมดาวแกะมือหลุดได้แล้วเดินเข้าไปประจันหน้าเจษฎา
อ่านต่อ>>>>>>
พิมดาวหันไปถามความเห็นของเพื่อนหลังจากมองดูนาฬิกาแล้วเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาเริ่มเข้าทำงาน ทศลักษณ์ลุกขึ้นเดินไปดูยังที่เสียบแผ่นกระดาษจดรายการอาหารเห็นว่าถึงใบจดรายการอาหารของโต๊ะตนเองแล้ว จึงเดินยิ้มมาที่โต๊ะ แล้วบอกว่า
“ ใกล้ถึงโต๊ะของเราแล้ว เดี๋ยวพวกเราก็ได้กิน อยากจะกินของอร่อยก็ต้องใจเย็นๆ สิ ดูโต๊ะอื่นเค้ายังรอกันได้เลย ”
ทศลักษณ์เห็นหน้าตาบูดบึ้งของเพื่อนที่มันไม่คลายตามรอยยิ้มของตัวเอง จึงรีบเอาใจด้วยการเอาแผ่นกระดาษข้างๆ ตัวมาพัดให้คลายร้อนลงไปได้บ้าง
ในระหว่างที่ป้าบุญแสวงซึ่งเป็นทั้งเจ้าของร้านและควบตำแหน่งทำอาหารตามสั่งทุกจานของร้านนี้กำลังขะมักเขม้นทำอาหารให้โต๊ะของทั้งคู่อยู่นั้น มีผู้ชายคนหนึ่งสวมแว่นตากันแดด ผมเป็นสีทองสะท้อนแสงแดดดูระยิบระยับเดินเข้ามาในร้าน ตรงเข้าไปทักทายป้าบุญแสวง ถ้ามองเผินๆ ทุกคนคงจะนึกว่าเขาคนนี้คงจะเป็นชาวต่างชาติจากผิวที่ขาวราวกับไม่เคยโดนแดด และรูปร่างสูงใหญ่ จากความสูงที่ดูด้วยตาเปล่าน่าจะเกินหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร
ป้าบุญแสวงเงยหน้าขึ้นมาเห็นจึงหยุดทำกับข้าว ตรงไปกอดลูบหน้าลูบหลังด้วยความดีใจ รีบหยิบเก้าอี้มาให้นั่งข้างๆ ตนเอง ป้าเริ่มบทสนทนาขึ้น
“ เป็นอย่างไรบ้างค่ะคุณเจษของป้าแสวง ไม่เจอกันซะนาน โตขึ้นเป็นหนุ่มแล้วนะค่ะ ป้าจำคุณเจษแทบจะไม่ได้เลย ”
เจษฎายิ้มกว้าง นั่งลงที่เก้าอี้ตัวที่ป้าหยิบมาให้นั่ง
“ ก็ผมไปเรียนมาเกือบสิบปี ว่าแต่ว่าป้าแสวงยังดูไม่แก่เลยนะครับ ดูเหมือนเมื่อสิบปีก่อนที่ผมจะไปเรียนเลยครับ ป้าเป็นอย่างไรบ้างครับ สบายดีไหม ผมคิดถึงป้ามากๆ ”
เจษฎาก้มลงหอมแก้มป้าแสวงพร้อมกับกอดเอาไว้แน่นราวกับเป็นเด็กๆ ป้าแสวงถึงกับยิ้มเป็นปลื้มในคำชมของเจษฎาและดีใจที่เขากลับมายังไม่ลืมเธอเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน พยักหน้าตอบเขาไป เขาหยิบถุงใบใหญ่ส่งไปให้ป้าบุญแสวง
“ นี่ครับของฝาก ไม่รู้ว่าจะถูกใจป้าหรือเปล่า ”
ป้าบุญแสวงแสงเปิดถุงออกดู เห็นเป็นลิปสติกหลายแท่งและครีมทาผิวอีกหลายกระปุกก็ยิ้มถูกใจกับของฝาก
“ ที่จริงไม่ต้องลำบากซื้อมาฝากก็ได้ แค่มาหาป้าๆ ก็ดีใจแล้วค่ะ ว่าแต่คุณพ่อกับคุณแม่คุณหนูเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหมค่ะ ”
เจษฎายิ้มหัวเราะด้วยความอารมณ์ดี
“ ก็สบายดีครับ ผมว่าผมควรจะถามป้ามากกว่า ป้าอยู่ตึกเดียวกัน น่าจะเจอคุณพ่อกับคุณแม่ผมมากกว่าผมเสียอีกนะครับ ”
จริงๆ แล้วป้าบุญแสวงเมื่อก่อนเคยทำงานอยู่ที่บ้านของเจษฎา เป็นพี่เลี้ยงคอยเลี้ยงเขามาตั้งแต่เขายังแบเบาะ แต่หลังจากที่เขาต้องไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ทำให้ป้าบุญแสวงไม่มีอะไรทำอีกหงอยเหงาลงไปเรื่อยๆ คุณพ่อของเขากลัวว่าป้าบุญแสวงจะเบื่อ เห็นว่าฝีมือในการทำอาหารของป้าแสงค่อนข้างดี จึงสนับสนุนให้เงินมาลงทุนขายของก้อนหนึ่งซึ่งอยู่ที่ใต้ตึกหลังนี้ ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่แห่งหนึ่ง
เจษฏาเอามือลูบท้องของตัวเองแล้วบอกกับป้าแสงว่า
“ ป้าครับ ผมหิวแล้ว มีอะไรมาให้ผมกินบ้าง ผมหิ้วท้องมารอกินฝีมือป้าโดยเฉพาะเลยนะครับ เอาง่ายๆ ก็ได้ ”
ทุกคนในร้านต่างมองเจษฎากันเป็นตาเดียวกัน เพราะตั้งแต่เขาเข้ามาในร้านป้าบุญแสวงก็หยุดทำอาหารทุกอย่างลงมานั่งคุยกับเขา ทำราวกับว่ามีเพียงสองคนเท่านั้นที่อยู่บริเวณนี้ ทำให้อาหารตามสั่งล่าช้าลงไปอีก
ทศลักษณ์เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดหันไปมองหน้าเพื่อนสาว ซึ่งดูก็รู้ว่าเธอโกรธมาก ถ้าเขาไม่ทำอะไรเลยสักอย่างพิมดาวคงจะต้องระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นแน่ จึงรีบพัดกระดาษให้แรงขึ้นพร้อมกับพูดเพื่อให้อารมณ์ของเธอเย็นลง
“ ใจเย็นๆ นะ เราว่าเดี๋ยวป้าเขาก็คงจะทำให้ เอาอย่างนี้สิ พิมลองนับ 1-100 นะ พอครบ 100 รับรองข้าวต้องมาพอดี ”
พิมดาวเม้มริมฝีปากไว้แน่นพยายามข่มอารมณ์โกรธให้เย็นลงอย่างยากเย็น หลับตาลงแล้วเริ่มนับ 1,2,3… ไปเรื่อยๆ
ป้าบุญแสวงซึ่งได้ยินว่าเจษฎาหิวข้าว ก็รีบกุลีกุจอทำอาหารจานโปรด นั่นก็คือ ข้าวผัดกระเพราหมูสับใส่ไข่ดาวอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานนักป้าบุญแสวงตักใส่จานมาวางลงตรงหน้าเจษฎา ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่พิมดาวลืมตาขึ้นมาพอดี หันไปชี้ให้ทศลักษณ์ดูสิ่งที่เกิดขึ้น ทำเหมือนกับเด็กกำลังฟ้องผู้ปกครองเมื่อเห็นคนทำสิ่งที่ผิด
“ ลักษณ์เราทนไม่ไหวแล้วนะ วันนี้เป็นไงเป็นกัน ข้าวไม่ต้องกินมันแล้ว ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน ทุกคนในร้านนั่งรอมาตั้งนานกว่าจะได้แต่ละโต๊ะ แล้วนายคนนี้เข้ามายังไม่ถึงห้านาทีได้กินแล้ว นายคนนี้ต้องขอให้ป้าเจ้าของร้านลัดคิวให้แน่เลยเพราะเรามากินกันหลายครั้งไม่เคยเห็นป้าทำให้ใครก่อน ถ้าวันนี้ไม่ไปถามให้รู้เรื่อง อย่ามาเรียกเราว่าพิมอีกต่อไป ”
พิมดาวลุกขึ้นยืนเดินตรงรี่เข้าไปที่เจษฎานั่งอยู่ โดยมีทศลักษณ์เดินตามไปติดๆ พยายามลากไม่ให้พิมดาวเดินเข้าไป เมื่อเธอเดินไปถึงได้ปัดช้อนที่เจษฎากำลังตักเข้าปากเป็นคำแรก
ทุกคนในร้านตกใจรวมไปถึงเจษฎาหันหน้าไปมองพิมดาวอย่างอึ้งๆ ผู้หญิงตรงหน้าเขาถ้าใครได้มองก็จะต้องบอกว่าน่ารักเหมือนตุ๊กตาอย่างแน่นอน ตากลมโตใสเป็นประกาย จมูกเล็กรับกันกับปากบางเฉียบ ผมที่ดัดหยิกเป็นลอนคลอเคลียอยู่รอบใบหน้าจนเหลือเล็กนิดเดียว ผิวขาวละเอียดอย่างคนสุขภาพดี แต่งตัวเปรี้ยวทันสมัย ยิ่งเขามองดูขนตาปลอมติดกันเป็นแผงที่เปลือกตา เธอคนนี้ยิ่งเหมือนกับตุ๊กตาตัวน้อยที่เขาอยากจะอุ้มกลับบ้านเสียนี้กระไร
ในช่วงที่เขายังนั่งอึ้งอยู่นั้น พิมดาวโวยวายให้คนในร้านได้ยินกันไปทั่วพร้อมกับชี้นิ้วเล็กๆ มาที่เขาทำให้ทุกคนหันมงอย่างมองอย่างสนใจ
“ นี่พวกเรามาดูคนนี้สิ มายังไม่ถึงสิบนาทีก็ได้กินข้าวแล้ว แต่พวกเราสิรอมาเกือบชั่วโมงยังไม่ได้กินเลย นายมียางอายบ้างไหม นี่นายคงจะรู้จักป้าเขาล่ะสิจึงบอกให้ป้าทำข้าวให้กินก่อน ”
เจษฎายิ่งอึ้งเข้าไปใหญ่กับวาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมาของผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่นึกว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ แค่นี้จะกล้ามาว่าเขาต่อหน้า ทุกคนในร้านรีบลุกขึ้นมาอย่างทันควันด้วยความเหลืออดที่ต้องนั่งรอกินข้าวมานาน รีบเดินเข้ามาสมทบ
“ ใช่ๆ พวกเรารอมาตั้งนาน ทำไมป้าถึงทำให้เค้าก่อนล่ะ ”
ทศลักษณ์เห็นท่าจะไม่ดี รีบกระตุกแขนให้พิมดาวมีสติ กระซิบใกล้ๆ หู
“ พิมไม่เอาน่า อย่าทำแบบนี้สิมันไม่ดีรู้ไหม ไม่อายคนอื่นเค้าหรือไง คนมารุมดูกันใหญ่แล้ว กลับกันเถอะ ”
พิมดาวถลึงตาใส่ทศลักษณ์แล้วจุ๊ปากให้เขาเงียบๆ ไว้ ป้าบุญแสวงถึงกับทำหน้าไม่ถูกที่ทุกคนลุกขึ้นมาประท้วง เจษฎารู้สึกเรื่องจะลุกลามใหญ่โต จึงรีบลุกขึ้นยืนถอดแว่นกันแดดออก โปรยยิ้มให้กับสาวๆรอบตัวรวมไปถึงพิมดาว จนเห็นฟันสีขาวเรียงกันเป็นแถว
ทุกคนถึงกับตะลึงในความหล่อเหลาชนิดที่ถ้าผู้หญิงคนไหนเป็นจะต้องเหลียวหลังกลับมามองเป็นแน่ โดยเฉพาะตาคมกับจมูกที่โด่งเป็นสัน ริมฝีปากที่ได้รูปเป็นกระจับ
เขายิ้มจนตาหยี สายตาที่เขาส่งมาทำให้ทุกคนแทบจะละลาย คงจะมีเพียงพิมดาวคนเดียวเท่านั้นที่ยังยืนหน้าหงิกอยู่ ทำเป็นไม่สนใจใคร แต่ก็ลอบมองพลางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ขนาดเธอใส่ร้องเท้าส้นสูงยังสูงเลยไหล่ของเขามานิดเดียวเอง แล้วเราจะไหวไหมเนี่ย แต่ในเวลานี้ชีวิตต้องได้รับความยุติธรรม เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงจับชายเสื้อของเจษฎาแล้วโพล่งออกมา
“ นายจะกินข้าวจานนี้ไม่ได้ นายดูคนในร้านนี้สิเค้ามารอกินกันตั้งนานยังไม่ได้ แล้วนายมากินก่อนไม่ละอายแก่ใจบ้างหรือไง ”
เจษฎาเห็นหน้าพิมดาวแดงก่ำด้วยความโกรธก็ดูน่ารักไปอีกแบบ จึงยียวนกวนประสาทกลับไปให้เธอโกรธมากกว่าเดิม
“ คุณเป็นใครกัน แล้วมีสิทธิ์อะไรมาห้ามไม่ให้ผมกินข้าวจานนี้ ถ้าผมกินคุณจะทำอะไรผมได้ ยัยตัวกะเปี๊ยก ”
เจษฎาพูดพร้อมกับลอยหน้าลอยตาไปมาเข้ามาใกล้หน้าพิมดาว เธอยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่ ทศลักษณ์ดึงมือให้พิมดาวไปอยู่ข้างหลังเขา
“ ขอโทษนะครับ เพื่อนผมคงจะโมโหหิวมากไปหน่อย ยังไงคุณกินต่อไปเถอะครับ พิมเราไปกันเถอะนะ อย่ามีเรื่องกันเลย ”
พิมดาวพยายามแกะมือของทศลักษณ์ออกอย่างยากลำบาก เจษฎามองดูทศลักษณ์ก็คิดว่าทั้งคู่เป็นแฟนกันจากท่าทางที่ดูสนิทสนม นึกเสียดายอยู่ในใจที่เธอมีเจ้าของแล้ว เมื่อพิมดาวแกะมือหลุดได้แล้วเดินเข้าไปประจันหน้าเจษฎา
อ่านต่อ>>>>>>
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น